วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

เกร็ดชีวิตนักค้าหุ้นระดับโลก จาก หนังสือ เรื่อง “Reminiscences of a stock operator”

สภาวะตลาดหุ้น ณ ตอนนี้ นักลงทุนหลายท่าน อาจจะท้อใจ หรือไม่อยากจะดูหุ้น หรือเลิกลงทุนกันไปเลย ผมก็เลยอยากนำบทความดีๆ มาให้ท่าน นักลงทุน เพื่อเป็นกำลังใจ สำหรับการวางแผนที่ จะสู้กับตลาดหุ้น ในรอบต่อๆ ไป ซึ่งบทความเหล่านี้ เป็นการตัดตอนมาจาก หนังสือ เรื่อง “Reminiscences of a stock operator” ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1923 เป็นการรวบรวมเรื่องราวจากความทรงจำของนักเก็งกำไรคน ที่มีชื่อเสียงระดับโลก  ที่ชื่อ Jesse Laurston Livermore โดย หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นหนังสื่อ Classic ที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก กว่า 70% เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ โดยเริ่มเล่าถึงตลาดหุ้นสมัยเมื่อร้อยปีที่แล้ว แต่ก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี โดยทำให้ผู้อ่านรู้สึกเสมือนว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมในยุคที่โลกการเงินเพิ่งเริ่มต้นเข้ามามีอิทธิพลเหนือชีวิตของผู้คนทั่วไป  โดยหนังสือ ก็จะมีการพูดถึงนักลงทุนประเภทต่างๆ มีทั้งนักลงทุนประเภทที่คดโกง นักลงทุนที่โง่เขลา รวมทั้งนักลงทุนที่มีหลากหลายอารมณ์ในตัวเอง อันถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอยู่ในยุคนั้น กระทั่งในยุคปัจจุบันนักลงทุนในรูปแบบเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ในตลาด

ประโยชน์ของ TDEX และ SET50 Index Futures / as of 13Oct08

ประโยชน์ของ TDEX และ SET50 Index Futures / as of 13Oct08
 
  
เมื่อตลาดหุ้นแกว่งตัวผันผวนการเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัว อาจทำให้นักลงทุนหลายท่านประสบความยุ่งยาก เพราะหุ้นที่ลงทุนอยู่นั้นอาจจะปรับตัวลงลึกกว่าตลาด หรือ เมื่อตลาด รีบาวด์ อาจปรับตัวขึ้นได้ไม่เท่ากับตลาดรวม ดังนั้น การลงทุนผ่าน TDEX ก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้ลงทุนสามารถ ใช้เป็นการกระจายการลงทุน เปรียบเสมือนการซื้อหุ้นทั้งตลาด โดยอ้างอิงหุ้น ใน SET50 ซึ่งเป็นการกระจายน้ำหนักการลงทุนเท่ากับการคำนวน SET50 index ซึ่งปัจจุบัน SET50 นั้นมี Market cap รวมเท่ากับ 73% ของตลาดหุ้นไทย และมีความสัมพันธ์กับ SET index ถึง 98%  ข้อมูลสิ้นเดือน .. ที่ผ่านมา มีผลตอบแทนด้านปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 5.39% และมี P/E เฉลี่ย อยู่ที่ 8.13 เท่า  โดยปัจจุบัน มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่  57ล้านบาท  ดังนั้น จึงถือได้ว่า TDEX เป็นเครื่องมือการลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ลงทุน สามารถใช้ลงทุนเปรียบเสมือนหุ้นตัวหนึ่ง เพียงแต่จะหาจังหวะการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ตลาดรวม แทนการวิเคราะห์หุ้นรายตัว
นอกจากนี้ การลงทุนใน  TDEX  นั้น สามารถใช้กลยุทธ์การทำกำไรส่วนต่าง ควบคู่กับการซื้อขาย SET 50 index Futures  ก็ได้ เนื่องจากมีสินค้าอ้างอิงตัวเดียวกัน คือ SET50 index หรือการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน TDEX ในตลาดขาลง ก็สามารถใช้สัญญา Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้ง่าย ด้วยเช่นกัน








 นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจถึง SET50 index Futures ว่ามีประโยชน์อย่างไร ซึ่งมีดังนี้คือ
1. ประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยง
 ในกรณีที่ผู้ลงทุนมีพอร์ตหุ้นที่อยู่ในกลุ่มดัชนี SET50 โดยผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าภาวะตลาดจะตกต่ำในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ผู้ลงทุนก็อาจเข้าไป "ขาย" ฟิวเจอร์สของดัชนี SET50 ในตลาดอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดทุนเพราะราคาหุ้นในพอร์ตลดลง โดยไม่ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกไป ดังนั้นในภาวะตลาดตกต่ำถึงมูลค่าพอร์ตจะขาดทุนแต่ถ้าผู้ลงทุนขายฟิวเจอร์สเอาไว้จะได้รับกําไรจากฟิวเจอร์ส มาถัวกับขาดทุนจากพอร์ตการลงทุนทําให้ท้าย ที่สุดแล้วผู้ลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบในตลาดขาลง หรือ ถ้าได้รับผลกระทบก็ได้รับไม่มาก
 
2. ประโยชน์ในการทํากําไร
 SET50 Index Futures มีจุดเด่นหลายข้อที่ทําให้ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการทํากําไร ได้แก่
 ใช้เงินลงทุนน้อย : การซื้อขาย SET50 Index Futures เปรียบเสมือนกับการที่ผู้ลงทุนสามารถมีสถานภาพการลงทุน (Exposure) ในหุ้น 50 ตัวพร้อมกัน โดยไม่จําเป็นต้องเข้าไปซื้อขายหุ้นจริงทั้ง 50 ตัวซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจํานวนมาก และยังค่อนข้างยากในทางปฏิบัติอีกด้วย เช่น ถ้าเราซื้อ หุ้นราคา 500,000 บาท เราก็ต้องจ่ายเงินค่าหุ้นทั้งหมด 500,000 บาท ในขณะที่การลงทุนใน SET50 Index Futures นั้น เราจะจ่ายเพียงเงินประกันขั้นต้น เท่านั้น ซึ่งกําหนดไว้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสัญญา เช่น ถ้าฟิวเจอร์ส 1 สัญญา มีมูลค่า 500,000 บาท เราก็จ่ายเงินประกันขั้นต้นไม่เกิน 50,000 บาท เท่านั้น
  มีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูง : เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์สเปรียบเสมือนกับซื้อขายหุ้นทั้ง 50 ตัวในดัชนี SET50 โดยการใช้ เงินลงทุน เพียงนิดเดียว ดังนั้น หากดัชนี SET50 เพิ่มขึ้นหรือลดลงทําให้ผู้ลงทุนได้กําไร เมื่อเรานําเงินกําไรดังกล่าวมาคิดอัตราผลตอบแทน เราจะพบว่า การลงทุนในฟิวเจอร์สได้อัตราผลตอบแทนสูง เช่นจากตัวอย่างข้างต้น ถ้าผู้ลงทุนได้กําไร 5,000 บาท เมื่อนํามาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับเงินลงทุน 50,000 บาท เทียบได้ว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในฟิวเจอร์สสูงถึง 10% ในขณะที่การซื้อขายหุ้นจริง จะให้อัตราผลตอบแทนเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว ก็เป็น คุณสมบัติที่สําคัญของฟิวเจอร์สและอนุพันธ์อื่น ในเรื่องของการมี Leverage สูง หรือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าแต่ให้ผลตอบแทนที่เท่ากัน
ทํากําไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง : เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์สเป็นเพียงการตกลงทําสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเป็นการตกลงกัน ในวันนี้ว่า จะซื้อหรือจะขาย ดังนั้น ถ้าเราคาดว่าตลาดอยู่ในขาลง เราก็สามารถที่จะขายฟิวเจอร์สเพื่อทํากําไรได้แม้ว่า เราจะ ยังไม่เคยซื้อฟิวเจอร์ส มาก่อนเลย ดังนั้น SET50 Index Futures จึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนทําให้สามารถลงทุนได้ตลอดเวลา
  วิเคราะห์ง่ายไม่ยุ่งยาก : เนื่องจากการซื้อขาย SET50 Index Futures เปรียบเสมือนว่าผู้ลงทุนได้ซื้อหรือขายหุ้นทั้ง 50 ตัวได้ในครั้ง เดียว โดยเป็นการประเมินความเคลื่อนไหวของตลาดจากภาพรวม การตัดสินใจซื้อขาย Futures นั้นสามารถวิเคราะห์ได้โดยอ้างอิงจากภาพรวมของตลาด ไม่ต้องใช้ การวิเคราะห์เป็นรายตัว
 
 
ความเสี่ยงหรือสิ่งที่ควรระวัง
 แม้ว่าการซื้อขาย SET50 Index Futures จะมีประโยชน์แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระวังดังนี้
 1. การรักษาระดับเงินประกัน ในการซื้อขายฟิวเจอร์ส แม้ว่าเราจะวางเงินประกันน้อย แต่จะมีการคิดกําไรขาดทุนกันทุกสิ้นวัน ถ้าระดับเงิน ประกันของเราลดลงจนต่ำกว่าระดับเงินประกันขั้นต่ำ เราก็จะถูกเรียกให้"เติมเงิน" เพื่อให้เงินประกันกลับไปอยู่ที่ระดับที่โบรกเกอร์กําหนดแต่ถ้าเราไม่สามารถ "เติมเงิน" ได้ทัน โบรกเกอร์ก็จะปิดสถานะการซื้อขายของเรา เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนขาดทุนมากเกินไป

 
2. ฟิวเจอร์สมีอายุจํากัด ซึ่งแตกต่างจากหุ้นที่ไม่มีวันหมดอายุ หากผู้ซื้อและผู้ขายถือฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็มีหน้าที่ที่จะต้อง ชําระเงินกันไปเรื่อยๆจนถึงวันดังกล่าว แต่ถ้าผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องการถือฟิวเจอร์สไปจนถึงวันครบอายุสัญญา ก็ต้องปิดสถานะซื้อหรือขายที่มีอยู่ให้หมดไป ก่อนถึงวันนั้น คือ ถ้ามีสถานะซื้ออยู่ ก็ไปขายฟิวเจอร์ส แต่ถ้ามีสถานะขาย ก็ไปซื้อฟิวเจอร์สเพื่อปิดสถานะ แล้วก็อย่าลืมว่าต้องเป็นฟิวเจอร์สของเดือนเดียวกันด้วย ไม่อย่างนั้น แทนที่จะเป็นการปิดสถานะลง ก็จะกลายเป็นการเพิ่มสถานะแทน

 
3. การมี Leverage สูง คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในฟิวเจอร์สสูงกว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ถ้าคาดการณ์ถูก เราก็จะ ได้กําไรในอัตราที่สูงกว่าแต่ถ้าเราคาดการณ์ผิด เราก็จะขาดทุนในอัตราที่สูงกว่าเช่นกัน ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรรู้จักระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ ลงทุนในฟิวเจอร์ส และต้องติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย การลงทุนใน SET50 Index Futures จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ลงทุนที่มีการเตรียมตัว เป็นอย่างดีก่อนที่จะเข้ามาซื้อขายจริงในตลาดอนุพันธ์ แต่อาจให้ผลในทางตรงกันข้ามกับผู้ลงทุนที่ไม่ได้เตรียมตัว
ที่มาข้อมูล :   www.one-asset.com และ www.tfex.co.th

บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"


 

บัญญัติ 10 ประการ "อยากรวย ต้องรู้"

  1. "ความรู้ทางการเงิน" สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่า "ความรู้ทางการงาน" เพราะในชีวิตของคนเราทุกคนนั้น จะมีช่วงที่จะสามารถหา "รายได้จากการทำงาน" (you at work) จำกัด และจะต้องมีชีวิตหลังเกษียณค่อนข้างยาวนาน จึงต้องรู้วิธีที่จะ "ใช้เงินให้ทำงาน" (money at work) 
  2. การออมเป็น "เกมแห่งระยะเวลา" (game of time) ใครเริ่มต้นก่อน ก็รวยก่อน เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน ยิ่งได้เป็นกอบเป็นกำ ถือเป็น "เงื่อนไขจำเป็น" ของทุกคนที่มีเป้าหมายต้องการบรรลุสู่อิสรภาพทางการเงิน
  3. การลงทุนเป็น "เกมแห่งจังหวะเวลา" (game of timing) ต้องรู้จังหวะในการเข้าออกจากตลาดที่เหมาะสม ซื้อเมื่อต่ำ ขายเมื่อสูง หยุดเมื่อสงสัย เพราะถ้าหากเข้าผิดจังหวะ ยิ่งทิ้งไว้นาน จะยิ่งเสียหายมาก และทำให้โอกาสที่จะได้ทุนคืนยากขึ้นเรื่อยๆ (losses are harder to regain)
  4. การตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนไม่ใช่การตัดสินใจซื้อสินค้าสำเร็จรูป (product) แบบที่ตัดสินใจตอนซื้อครั้งเดียวจบ ถ้าไม่ได้ผล หรือใช้แล้วไม่พอใจ ก็ทิ้งมันไว้เฉยๆ จริงๆ แล้วการลงทุนเป็นกระบวนการ (process) ที่ต้องมีการเอาใจใส่ ติดตามผล และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา
  5. หนทางไปสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว จุดสำคัญในการบริหารการลงทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ วิธีการ หรือสไตล์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเพียง "เกมภายนอก" (outer game) แต่เป็นเรื่องของทัศนคติ วิธีคิด พลังใจ ซึ่งเป็น "เกมภายใน" (inner game)
  6. ลำพังแค่การ "เอาชนะดัชนี" (beat the index) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่มีใคร "เอาชนะตลาด" (beat the market) ได้ เคล็ด (ไม่) ลับในการจะยืนหยัดอยู่ในเกมการลงทุนอย่างตลอดรอดฝั่งในฐานะ "ผู้ชนะ" นั้น อยู่ที่การยืนอยู่ข้างเดียวกับตลาดไม่ใช่ฝืนตลาด
  7. ความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน จริงๆ แล้วมันอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งระยะไกล (marathon) ไม่ใช่การวิ่งแข่ง 100 เมตร (sprint) ดังนั้น คุณจะต้อง "รู้จักตัวเอง"  (know yourself) ว่าอะไรคือสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมที่เข้ากันได้กับความสามารถในการรับความเสี่ยง (risk attitude) และทักษะในการลงทุน (risk aptitude) เพราะนั่นคือ "ระบบ" ที่คุณต้องใช้ในเพื่อ "ทำธุรกิจ" นี้ในระยะยาว
  8. ในการใช้เงินต่อเงินนั้น คุณต้อง "รู้จักเครื่องมือ" (know the vehicle) ว่ามีลักษณะและรูปแบบการให้ผลตอบแทนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดอะไรบ้าง 
  9. นอกจากนี้ คุณต้อง "รู้จักตลาด" (know the market) คือ รู้ว่าตลาดการเงินมีธรรมชาติเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมขึ้นลงของตลาด และรู้วิธีการในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนว่าต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร
  10. อย่าติดอยู่ในกับดักของ "การบริโภคข้อมูลเกินขนาด" (information overload) ซึ่งมัวแต่สนใจหาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ จนไม่กล้าลงมือปฏิบัติ (analysis paralysis) เพราะมีความเชื่ออย่างผิดๆ แบบพวกมองโลกสมบูรณ์แบบ (perfectionist) ว่าถ้ามีข้อมูลที่สมบูรณ์จะไม่เกิดความผิดพลาด (zero-defect mentality) จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารการลงทุนนั้นอยู่ที่การ "จำกัดความเสี่ยง" (risk limitation) ไม่ใช่ "กำจัดความเสี่ยง" (risk elimination) ถ้าถามว่ากฎที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้จากการปฏิบัติ (rule of thumb) ของผู้เขียนหนังสือชุด "อยากรวย ต้องรู้" คืออะไร ก็อยากตอบว่า rule of "ทำ" นั่นคือ "รู้แล้วต้องลงมือทำ" เพราะในภาษาอังกฤษ คำว่า "โชคลาภ" (luck) เป็นตัวย่อของ Laboring Under Correct Knowledge แปลว่า "ลงมือทำ ด้วยความพากเพียร โดยอาศัยความรู้ที่ถูกต้อง" นั่นเอง